วิทยาศาสตร์น่ารู้กับครูแม็ก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย daoprakai   
วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2008 เวลา 16:26 น.
ดัชนีบทความ
วิทยาศาสตร์น่ารู้กับครูแม็ก
นักวิทยาศาสตร์
CIA MODEL
Best Practice สาระวิทยาศาสตร์
ทุกหน้า

 คุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์    โดย ครูเบญจมาศ นิลกำแหง

 ท่านทราบหรือไม่ว่าการที่คนเราจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติสำหรับนักวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เรียนรู้ในห้องเพียงอย่างเดียว สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ เพราะวิทยาศาสตร์มีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก  ในฐานะที่เป็นครูผู้สอนข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะสอนให้ลูกศิษย์ของเราสนุกกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สนใจที่จะท่องไปในโลกวิทยาศาสตร์ และเห็นวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อย้อนไปในอดีตหลายพันปี จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์เอกของโลกมิได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่พบเห็นโดยบังเอิญ และความเป็นคนช่างสังเกตนำไปสู่การตั้งคำถาม เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ อย่างมากมายทำให้เราได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์มาจนถึงทุกวันนี้
คุณสมบัติที่ควรปลูกฝังเพื่อปูพื้นฐานในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ได้แก่
1. เป็นผู้อยากรู้ อยากเห็นสิ่งที่แปลกๆ และ พยายามหาคำตอบว่า ทำไม อย่างไร เพราะอะไร
2. มีความมานะ อดทน ไม่ท้อถอย มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ
3. มีน้ำใจ ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่มีเหตุผลดีกว่า
4. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดัดแปลงสิ่งต่างๆ และพยายามแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้ดีขึ้น
6. ไม่เชื่องมงายในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นคนที่มีเหตุผล
การมีคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์เช่นนี้ จะช่วยให้ลูกศิษย์ของเราเรียนรู้ได้ดีขึ้น และคุณครูควรจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ได้เรียนรู้ตลอดชีวิต มีกระบวนการคิดที่หลากหลาย คิดเชิงวิทยาศาสตร์จากการตั้งคำถามหรือปริศนาให้คิดหาคำตอบ ให้คิดถึงการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การแสดงออกของการคิดสร้างสรรค์
 วิทยาศาสตร์น่ารู้ในครั้งต่อไป จะได้นำเสนอเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้ผลตามวัตถุประสงค์ต่อไป โปรดติดตามต่อนะคะ
ที่มา : ประดิษฐ์ เหล่าเนตร. สนุกคิดกับปริศนาวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ.
          วินัย พัฒนรัฐ และคณะ. กิจกรรมวิทยาศาสตร์ ป.5.กรุงเทพฯ.
 

 


 

นักวิทยาศาสตร์

1. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน

* ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ กล่าวว่า มวลและพลังงานสามารถเปลี่ยนสภาพซึ่งกันและกัน และสรุปเป็นสมการ E = mc2 ซึ่งนำไปสู่การสร้างระเบิดปรมาณู (ระเบิดอะตอม)
* ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เกี่ยวกับปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกที่พิสูจน์ว่า แสงมิได้เดินทางเป็นสายต่อเนื่อง แต่เป็นกลุ่มก้อนคลื่นเล็กๆ ที่แยกจากกัน เรียกว่า โฟตอน
* เจ้าของวาทะ จินตนาการดีกว่าความรู้ และ หากข้าพเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าทฤษฎีของข้าพเจ้าจะนำไปสู่การทำลายล้างอย่างมหัศจรรย์ ข้าพเจ้าขอเป็นช่างทำนาฬิกาเสียดีกว่า

  2. เซอร์ ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ
* เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ช่างคิด ช่างสังเกต และชอบตั้งคำถามกับตนเองเสมอ เช่น ทำไมลูกแอปเปิ้ลตกลงสู่พื้น  ทำไมดวงจันทร์โคจรรอบโลก
*กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้อย่างมากมาย และเป็นที่มาของทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลกที่กล่าวว่า ถ้ามีแรงชนิดหนึ่งกระทำต่อวัตถุสองอย่าง เช่น โลก กับ ดวงอาทิตย์ แรงนี้จะแปรผันกับระยะทางกำลังสองระหว่างดาวทั้งสองและจะแปรตามมวลของวัตถุทั้งสองนั้น

3.  คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักวิทยาศาสตร์ชาวโปรตุเกส 
 *เชื่อว่า โลกของเรากลม เขาได้พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยการใช้เรือเดินทางไปยังประเทศจีนทางทิศตะวันตกเพียงทางเดียว และสามารถกลับมายังจุดเดิมได้สำเร็จ


4. กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี 
* ค้นพบ วัตถุที่มีน้ำหนักต่างกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน โดยการทดลองทิ้งวัตถุ 2 สิ่งลงมาจากหอเอน เมืองปิซา
* ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ (กล้องดูดาว) และค้นพบว่าดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี มี 4 ดวง และดวงจันทร์นี้จะโคจรรอบดาวพฤหัสบดี
* เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นการแกว่งของลูกตุ้ม พบว่าการแกว่งไป-มา ใช้เวลาคงที่เสมอ


5. โทมัส อัลวา เอดิสัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน
* ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าที่ภายในหลอดแก้วเป็นสุญญากาศและไส้ทำด้วยแท่งคาร์บอน
* ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงและกล้องถ่ายภาพ
ขอนำเสนอรายชื่อนักวิทยาศาสตร์พร้อมผลงานต่อจากคราวที่แล้ว เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างประเทศก่อนส่วนนักวิทยาศาสตร์ไทยจะได้นำเสนอในคราวต่อไปนะคะ


ที่มา : ประดิษฐ์ เหล่าเนตร์. สนุกคิดกับปริศนาวิทยาศาสตร์.กรุงเทพฯ : บริษัทเบ็นภาษาและศิลปะ, 2552.


 

 CSIA MODEL   

ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์     โดยใช้ CSIA MODEL   เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง     โดยผ่านกระบวนการกลุ่ม ผสมผสานกับการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การบูรณาการ และการวัดผลตามสภาพจริงแล้วปรากฏว่า ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้      ข้าพเจ้าขอนำเสนอรูปแบบการสอนไว้ดังนี้
          CSIA MODEL ประกอบด้วย
C :   Constructivism (การจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ)
S  :  Science process skills (ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์)
I   :  Integration (การบูรณาการ)
A :  Authentic assessment (การวัดผลตามสภาพจริง)
          C   Constructivism       เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์    และการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์      โดยอาศัยประสบการณ์เดิม ความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆหรือพบสิ่งใหม่ๆแล้ว นำความรู้ที่มีอยู่มาตรวจสอบกับสิ่งใหม่ ผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้ และสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง ในการสร้าง การรวบรวม และตกแต่งความรู้   ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ
                1. ขั้นค้นหาความรู้เดิม โดยครูกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดภาวะไม่สมดุลทางปัญญา นำเข้าสู่บทเรียนด้วยการเสนอเหตุการณ์ที่ชวนสงสัย ท้าทายให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหา
                2. ขั้นทำความเข้าใจ     เป็นขั้นที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสมดุลทางปัญญา     โดยผู้เรียนผสมผสานความคิดใหม่ให้กลมกลืนกับประสบการณ์เดิม   ให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มร่วมกัน กิจกรรมที่ใช้คือ ตั้งปัญหาจากเหตุการณ์ที่ครูเสนอ  ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน ทำการทดลองเพื่อรวบรวมหลักฐานและพิสูจน์สมมติฐาน
                3. ขั้นจัดโครงสร้างแนวความคิดใหม่     เป็นขั้นที่ผู้เรียนพัฒนาความคิดเพิ่มขึ้นจากความร่วมมือภายในกลุ่ม กิจกรรมที่ใช้ คือ การรายงานการทดลอง การอภิปรายร่วมกันระหว่างครูกับผู้เรียนเพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นที่ยอมรับและถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์
                4. ขั้นนำความคิดไปใช้  เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำความคิดรวบยอดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ หรือแก้ปัญหา และใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมที่ใช้คือ การอภิปรายร่วมกันของผู้เรียนกับครู การประเมินตนเอง

        S    Science  process  skills   ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์   คือ   ความชำนาญและความ
สามารถในการใช้การคิด และกระบวนการคิดเพื่อค้นหาความรู้  รวมทั้งการแก้ปัญหา   การคิดเป็นทักษะทางปัญญา ไม่ใช่ทักษะการปฏิบัติด้วยมือ    เพราะเป็นการทำงานของสมอง มีทั้งการคิดพื้นฐาน หรือการคิดในระดับต่ำ เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ได้แก่ การฟัง  การอ่าน การรับรู้ การจำ การบรรยาย การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังมี ทักษะการสังเกต  การระบุ การจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อ สรุป การใช้ตัวเลข  
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  จำแนกเป็น 2  ประเภท
                1.  ทักษะขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย  8  ทักษะ  คือ   การสังเกต    การจำแนกประเภท   การวัด
 การใช้เลขจำนวน     ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา    การลงความเห็นจากข้อมูล   การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล    การทำนาย
                2.  ทักษะขั้นผสมผสาน ประกอบด้วย 5 ทักษะคือ   การกำหนดและควบคุมตัวแปร    การตั้งสมมุติฐาน  การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร   การทดลอง   การตีความหมาย ข้อมูล และการลงข้อสรุป

                 I : Integration  ( การบูรณาการ )
        การบูรณาการ คือการทำให้สมบูรณ์โดยการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน ได้แก่ การบูรณาการหลักสูตร บูรณาการการเรียนการสอน บูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้  บูรณาการเทคโนโลยี
        การบูรณาการเรียนการสอน   หมายถึง  การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือตอบปัญหาที่สงสัยด้วยการผสมผสานสาระ  กระบวนการ วิธีสอน   เทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติ ด้วยการสอดแทรกสาระความรู้อื่นๆ  และคุณธรรมจริยธรรมอย่างเหมาะสม  เกิดความสมบูรณ์ อย่างสมดุล
                1. บูรณาการแบบสอดแทรก เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเข้าในการสอนของตน
                2. บูรณาการแบบคู่ขนาน  โดย ครู 2 คน 2 กลุ่มสาระ วางแผนร่วมกันต่างคนต่างสอน
                3. บูรณาการแบบพหุวิทยาการ โดยครูมากกว่า 2 กลุ่มสาระ
                4. บูรณาการแบบเป็นทีม คณะครูร่วมกันวางแผนปรึกษาหารือ และสอนร่วมกันเป็นทีม
                5. บูรณาการทักษะปฏิบัติกับสาระ

                 A : Authentic assessment  (การวัดผลตามสภาพจริง)
                ผลงานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน มี 2 ลักษณะ คือ

  1. พฤติกรรมที่แสดงออกหรือสิ่งที่ไม่ใช่ผลงานหรือชิ้นงาน ได้แก่ฟัง การพูด การอภิปราย มีวิธีประเมินได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ แบบบันทึกของผู้เกี่ยวข้อง แบบทดสอบ
  2. ผลงานและชิ้นงานที่เกิดขึ้นวิธีการประเมินที่ใช้ คือ การตรวจผลงาน การรายงานตนเอง การบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การใช้แฟ้มสะสมงาน

        วิธีการวัด              1. ต้องวัดให้ตรงกับจุดประสงค์
                                        2. ต้องวัดให้ครอบคลุมเนื้อหา
                                        3. ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพสูง ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้

( เผยแพร่โดย นางเบญจมาศ  นิลกำแหง  ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนพรหมพิกุลทอง )


Best Practice สาระวิทยาศาสตร์  คลิกเลยค่ะ

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 12 กันยายน 2012 เวลา 10:48 น.